สภาองค์กรชุมชน
โครงการหนุนเสริมกระบวนนวัตกรรมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี
ด้วยกระบวนการสื่อสารที่มีพลัง
การขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนนับจากที่มีพรบ.ปี 2551 เป็นต้นมา หากจะมองด้วยสายตาที่เห็นความเป็นไปยังต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างคิดไปคนละทาง อาจจะมีฐานคิดมาจากปัจจัยพื้นฐานของทรัพยากรที่มีอยู๋ในท้องถิ่นของตนเอง จริงอยู่ที่ว่าบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละชุมชนคือปัจจัยสำคัญที่จะนำพาไปสู่เป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่ด้วยเหตุของความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของวัตถุประสงค์ และบทบาทสภาองค์กรชุมชน
ยังเป็นปัญหาสำคัญของคนในชุมชน จึงเป็นเหตุให้หลายตำบลยังคลำทางไม่เจอ หรือไม่ก็ล้มลุกคลุกคลานจนบางที่ถอดใจ ท้อแท้ และปล่อยวาง เราต้องยอมรับว่าหลายตำบลเกิดขึ้นโดยปัจจัยบางอย่างจึงทำให้คลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริงของสภาองค์กรชุมชน อีกข้อสังเกตหนึ่งเราจะุเห็นว่าสภาองค์กรชุมชนที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ล้วนแล้วแต่ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยจิตสำนึก จิตอาสา และจิตวิญญาณของการเป็นนักพัฒนาของคนในชุมชนนั้น แล้วหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง เกิดมาก่อนที่จะมีใครมาชี้นำ และไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้หรือเมื่อวาน แต่เกิดขึ้นมานานผ่านการลองผิดลองถูกจนตกผลึก
หลังจากที่โครงการหนุนเสริมกระบวนนวัตกรรมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดกาญจนบุรีด้วยกระบวนการสื่อสารที่มีพลัง โดยผมเป็นผู้ประสานงานโครงการ ติดเครื่องเดินเมื่อปลายปีที่แล้ว ภาพฝันที่วางไว้คือการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นแก่สภาองค์กรชุมชน 2 พื้นที่คือสภาองค์กรชุมชนตำบลปากแพรก อ.เมือง และสภาองค์กรชุมชนตำบลท่ามะขาม อ.เมือง โดยนำสภาองค์กรชุมชนที่เป็นรูปธรรมแล้ว 3 พื้นที่เป็นแม่แบบ คือสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองสาหร่าย อ.พนมทวน สภาองค์กรชุมชนตำบลท่าเสาอ.ไทรโยค และสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง อ.พนมทวน แล้วนำกระบวนการสื่อสารที่เป็นนวัตกรรมเข้ามาใช้
ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อสภาฯทั้ง 5 พื้นที่ โครงการฯเริ่มต้นด้วยการเข้าไปแนะนำตัวให้เป็นที่รู้จักคุ้นเคยแก่สภาฯ พื้นที่รูปธรรม 3 พื้นที่ เข้าไปศึกษาพูดคุยกับชาวบ้าน เกษตรกร รวมถึงการนั่งจับเข่าคุยกันกับแกนนำทั้ง 5 พื้นที่ แม้จะมีการตั้งกล้องวีดีโอบันทึกภาพไว้ แต่การพูดคุยสนทนาจะต่างกับการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการชวนพูดชวนคุยด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ข้อมูลที่ได้รับ และสถานการณ์ที่เป็นจริงในพื้นที่ที่ได้เห็น ทำให้ภาพฝันที่วางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเริ่มคลาดเคลื่อน ต้องยอมรับว่าความเป็นสิ่งใหม่ที่คนยังไม่คุ้นเคยกับสภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ต้องย้อนกลับมาเริ่มต้นคลำทางไปพร้อมๆ กับคนในพื้นที่ คอยติดตามดูความเคลื่อนไหวอยู่ห่างๆ โดยไม่ไปเจ้ากี้เจ้าการ หรือไปชี้แนะขี้นำ หรือไปเป็นธุระจัดการให้เพียงเพื่อให้โครงการฯ ที่ทำสัมฤทธิ์ผลตามกำหนดเวลา เราต้องการให้เป็นไปโดยธรรมชาติ ศึกษาเรียนรู้ไปด้วย ทำงานไปด้วย จับประเด็นจากการได้พูดคุยสนทนากับแกนนำ ถึงความต้องการสิ่งที่จะมาหนุนเสริมให้เขาเกิดความเข้มแข็งแล้วย้อนมองศักยภาพของตัวเราเองกับความพร้อมที่จะหนุนเสริมในสิ่งที่เขาต้องการ
ถึงวันนี้คิดว่าเริ่มเดินมาถูกทาง แม้เป็นธรรมดาความคิดเห็นที่มีแตกต่างกันบ้างในแต่ละพื้นที่ ปัญหาใกล้เคียงกัน คล้ายกัน และเหมือนกัน แต่ความต้องการในรูปแบบการหนุนเสริมอาจจะแตกต่างกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ถ้าเรามียาหลายขนานแล้วนำไปใช้ให้ตรงกับอาการของคนไข้ ดีใจที่วันนี้ไม่ได้เดินทางอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง มีพี่น้องผู้ประกอบการทางสังคมหลายคนหลายองค์กร กำลังขับเคลื่อนในระดับล่างและระดับบนอย่างเข้มข้น อนาคตเมื่อมีการเชื่อมร้อยกันเพื่อก้าวเดินไปด้วยกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ที่ตัวเองมีความชัดเจน แต่เดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ วันนั้นเราอาจจะได้เห็นสภาองค์กรชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรีเกิดขึ้นครบทุกตำบล อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่คนจังหวัดกาญจนบุรีคาดหวังไว้
“
ผมกล้าพูดได้ว่าอาจจะมีแห่งเดียวในจังหวัดกาญจนบุรี
หรืออาจจะมีแห่งเดียวในประเทศผมก็ไม่มั่นใจนะ
“
พลวริศ วรรณะ
ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองสาหร่าย
ผมเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบหนองสาหร่ายตั้งแต่เริ่มแรก พอตอนหลังเมื่อมีพรบ.ออกมาสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้ และในที่ประชุมทั้งหมด 77 คนได้มีมติเลือกผมเป็นประธานฯ และหลังจากนั้นก็มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่องโดยกำหนดไว้ว่าทุกวันที่ 25 ของเดือน แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมเป็นกรณีๆ ไป เพราะเราเป็นสภาพี่สภาน้องถ้าหมู่บ้านใดมีงานศพงานแต่งงานบุญงานบวช เราก็จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีผลกระทบต่อชุมชน ก่อนที่เราจะกำหนดวันประชุม เราจะต้องโทรเช็คก่อนว่าวันประชุมหมู่บ้านไหนมีงานอะไรบ้าง ถ้ามีก็จะเลื่อนกันไปวันที่มีสมาชิกว่างกันมากที่สุด
บทบาทหน้าที่ของประธานฯก็มีหลักๆ ทั่วไปคือดำเนินการประชุมให้เป็นไป ตามระเบียบที่วางไว้ ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถามว่าหนักใจไหม ผมไม่หนักใจเพราะเราไม่มีการถกเถียงกันในที่ประชุม และก็ได้ศึกษางานจากพี่ศิวโรจน์(ศิวโรจน์ จิตนิยม ที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองสาหร่าย)ซึ่งเป็นแม่แบบของเรา และผมก็ได้อาศัยบทเรียนตรงนี้มาตลอดสมัยที่พี่เขาเป็นประธานฯ และนอกจากนี้ก็ยังมีการแบ่งงานกระจายงานไปที่รองประธานและเลขาฯ ซึ่งทุกคนก็ช่วยกันทำและแบ่งหน้าที่กันชัดเจนผมกล้าพูดได้ว่าอาจจะมีแห่งเดียวในจังหวัดกาญจนบุรี หรืออาจจะมีแห่งเดียวในประเทศผมก็ไม่มั่นใจนะ คือเราจะปฏิบัติกันมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีพรบ. นั่นคือทุกๆ เรื่องในตำบลจะต้องเข้าที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนก่อน ก่อนที่จะเข้าที่ประชุมในสภาอบต. ปัจจุบันนี้เป็นเทศบาลตำบล ถ้าเรื่องไหนไม่ผ่านสภาองค์กรชุมชน สภาเทศบาลจะไม่รับพิจารณา ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการพัฒนาหรือเรื่องใดก็ตาม หรือแม้กระทั่งปัญหาใหญ่ๆ อย่างปัญหายาเสพติด
ในด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน เราก็เปิดโอกาสให้เขาช่วยกันคิดว่าจะทำประโยชน์อะไรให้กับชุมชนโดยที่เราไม่ได้คิดแล้วให้เด็กทำตาม ซึ่งเด็กได้ช่วยกันคิดเช่นปัจจุบันนี้ก็จะแบ่งหน้าที่กันมาทำความสะอาดที่สถาบันการเงินทุกวัน และในคำสัญญาของเยาวชนในสภาฯถ้ามีงานทุกหมู่ เยาวชนจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นการเสริฟน้ำเสริฟอาหาร หรือจัดสถานที่เด็กๆ ทุกคนจะเข้ามามีส่วนร่วม
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
ความเป็นมา
ความเป็นมาของสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญนบุรีจากการบอกเล่าของ ครูสมพร ปานโต ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง ได้เล่าให้ฟังว่า แรกๆ ก็แยกกันทำงานต่างคนต่างทำไม่เกี่ยวข้องกัน ต่อมาทางจังหวัดได้ให้แต่ละหมู่บ้านทำแผนชุมชนแล้วส่งให้อบต. จึงเกิดการรวมกลุ่มกันโดยให้แต่ละหมู่บ้านไปทำแผนของตนเอง พอออกมาเป็นภาพรวมแล้วแกนนำจึงมาพูดคุยกันว่าน่าจะมีการรวมตัวกันระดับตำบล ก็พอดีจังหวะทีมีพ.ร.บ สภาองค์กรชุมชนขึ้นก็เลยใช้โอกาสนี้ ออกหนังสือเชิญในหมู่บ้านเบื้องต้นยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน มีการตกลงว่าจะมีการประชุมกันทั้งตำบลโดยนำแต่ละกลุ่มในตำบล ที่มีอยู่แล้วมาพูดคุย ประชุมครั้งที่ 1 ที่บ้านหนองกระจันทร์เชิญมาทั้งตำบล คุยปรึกษากันในเรื่องการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง จากนั้นประชุมกันที่วังรัก เป็นครั้งที่ 2 เพื่อจดแจ้งโดยมีขั้นตอนคือ มอบเอกสารให้แต่ละหมู่ไปสำรวจว่าในหมู่บ้านมีกลุ่มอาชีพอะไรบ้างประชุมอีกครั้งที่ อบต.หนองโรง ให้ผู้ใหญ่บ้านลงนามรับรองกลุ่มอาชีพ ในหมู่บ้าน ที่จะมาทำงานในสภาองค์กรชุมชน ในเบื้องต้น มีการจดแจ้งเพียง 11 หมู่บ้านจาก 17 หมู่บ้าน ที่เหลือ 6 หมู่บ้าน ก็เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านยังเข้าใจคลาดเคลื่อนในบางประเด็น เรื่องจึงตกไปไม่ได้จดแจ้ง มีความพยายามอีกครั้งหนึ่งแต่เป็นจังหวะที่กำนันตำบลหนองโรงลาออกไปสมัครเป็นนายกอบต. ช่วงนั้นแกนนำทุกคนต่างก็เครียดเพราะไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงเพราะตามระเบียบกำนันจะต้องเป็นผู้รับจดแจ้ง จึงไปหารือกับพอช.(สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน) ได้ข้อมูลว่าคนที่รักษาการแทนก็รับจดแจ้งได้ ก็เลยไปหาผู้ใหญ่หมู่6 จดแจ้งให้ ในช่วงนั้นมีกลุ่มองค์กรที่จดแจ้ง 86 กลุ่ม (กลุ่มหมู่บ้าน)ชุมชนในตำบล เช่น ฌาปณกิจศพ ป่าไม้ ศูนย์สาธิตการตลาด เป็น กลุ่มใหญ่ 12 (กลุ่มภาพรวม)












